เมื่อ “ไก่” เปลี่ยนไป…

เมื่อ ไก่ เปลี่ยนไป...

แม้จะไม่ใช่สาวก “เดอะ กันเนอร์ส” พันธุ์แท้ ที่เป็นแฟนบอลต้นตำรับจากเมืองผู้ดีที่รู้ไส้รู้พุงถึงความเกลียดชังต่อคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ แบบเข้ากระดูกดำ

ทว่าตลอดเวลาที่ตามเชียร์ทีมรัก พูดตรงๆเรื่องแบบนี้มันก็ค่อยๆซึมซับเข้าสู่ความรู้สึก ได้อ่านมากๆ ได้เสพเยอะๆ จนอารมณ์คล้อยตามถึงขนาด “แพ้ใคร แพ้ได้ แต่ต้องไม่แพ้ สเปอร์ส”

แม้ที่ผ่านมาตั้งแต่ อาร์แซน เวนเกอร์ เข้ามาคุมทีม อาร์เซนอล จะไม่เคยทำอันดับต่ำกว่าเลย ทว่าในช่วง 2-3 ฤดูกาลหลังสุด ก็ต้องบอกว่ามี “หวาดเสียว” ก็ไม่น้อย โดยเฉพาะซีซั่นก่อนที่ “ไก่เดือยทอง” มาเหี่ยวปลายไปเอง

ขณะที่ฤดูกาลนี้น่าจะเป็นอีกครั้งที่แฟนบอล “ปืนใหญ่” ต้องลุ้นกันเหนื่อย ไม่ใช่แค่อันดับในตารางที่ยังสูสี ทว่าผลงานของ สเปอร์ส ยิ่งเล่นก็ยิ่งดี นับถึงตอนนี้พวกเขามีสมดุลที่ดีกว่าแบบเห็นได้ชัดลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อาจจะแกว่งไปบ้าง ตอนที่ต้องสับทีมเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วงกลางสัปดาห์ เคยไม่ชนะใครในทุกรายการนานถึง 7 เกมติดต่อกัน

ทว่าพอตกรอบเหมือนจะดึงสติกลับมา พอกลับมาเน้นในลีกแบบเต็มๆอีกครั้ง ฟอร์มเก่งก็ค่อยๆกลับมา ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะหลังการแพ้ให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือน สเปอร์ส ได้เจอจุดเปลี่ยน

ไม่รู้ว่าเจตนาเลียนแบบกันหรือไม่ ทว่าระบบ 3-4-3 ที่ เชลซี เป็นคนบุกเบิกจนได้ดิบได้ดี พอ “ไก่เดือยทอง” เอามาประยุกต์ใช้บ้าง มันกลับได้ผลชนิดดีเกินคาด

พูดแบบไม่เกรงใจแฟน “สิงห์บลูส์” หากวัดกันที่เกมนัดเดียว ต้องบอกว่า สเปอร์ส ทำได้กลมกล่อมกว่าด้วยซ้ำไป เพราะพวกเขาเป็นฝ่ายหยุดสถิติชนะรวดในลีก 13 เกมติดต่อกันของ เชลซี ได้ที่ผ่านมา โปเช็ตติโน่ เล่นในระบบกระแสของยุคนี้อย่าง 4-2-3-1 ซึ่งจริงๆแล้วก็เหมาะสมและทำได้ดี ทว่ามันก็ยังมีผู้เล่นในบางตำแหน่งที่ยังไม่ค่อยลงตัว โดยเฉพาะผู้เล่นในตำแหน่งปีก

เอริค ลาเมล่า ก็บาดเจ็บ มุสซ่า เดมเบเล่ ก็ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ซอน เฮือง มิน ฟอร์มผีเข้าผีออก ครั้นจะจับทั้ง เดเล่ อัลลี่ และ คริสเตียน เอริคเซ่น ออกไปเล่นก็ดูจะใช้ประโยชน์จากทั้งคู่ได้ไม่เต็มที่

แต่ในระบบใหม่ เรียกแบบอินเตอร์ๆว่า “ดับเบิ้ลเพลย์เมกเกอร์” ด้วยการให้ เอริคเซ่น และ อัลลี่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกหลังกองหน้าตัวเป้า แฮร์รี่ เคน ต้องบอกว่าลงตัวมากๆ

ทั้งคู่มีอิสระเต็มที่ในการเคลื่อนเกม วิ่งสลับไปมาได้ทั่วสนาม ซึ่งผลงาน 5 ประตู 8 แอสซิสต์ของดาวเตะโคนม และ 10 ประตู 2 แอสซิสต์ของแข้งวัย 20 ปี ก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี

“ลียง” โอเคค่าตัว “เมมฟิส” ลุยลีกเอิง แต่มีออปชั่นซื้อกลับ

แฟน ผี เฮ!

โอลิมปิก ลียง ตกลงค่าตัว เมมฟิส เดอปาย ปีกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เเล้วเป็นที่เรียบร้อย จากการรายงานเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2560 ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษ รวมถึง สกาย สปอร์ตส์ รายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้บรรลุข้อตกลงในการขาย เมมฟิส เดอปาย ให้กับ โอลิมปิก ลียง สโมสรจาก ลีก เอิง ฝรั่งเศส แล้วเรียบร้อย

โดยค่าตัวเเรกเริ่มจะอยู่ที่ 16 ล้านปอนด์ และมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงเป็น 21.7 ล้านปอนด์ ซึ่งนั่นรวมไปถึงเงื่อนไขรายละเอียดของสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน เช่น ลียง ได้ไปเล่นในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก และในกรณีที่ เดอปาย ได้รับสัญญาฉบับใหม่จากพวกเขา

นอกจากนี้ตามรายงานดังกล่าวยังระบุด้วยอีกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ใส่ออปชั่นในการซื้อกลับมาร่วมทีม และส่วนแบ่งในการขาย ในกรณีที่ ลียง ขาย เมมฟิส ให้กับทีมอื่น

ทั้งนี้ ปีกวัย 22 ปีทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ทำไป 7 ประตู จากทั้งหมด 53 นัด ​นับตั้งแต่ย้ายจาก พีเอสวี มาร่วมทีม ปีศาจแดง ในเดือน พฤษภาคม 2015 ที่​ค่าตัวแรกเริ่ม 25 ล้านปอนด์ (ยังไม่รวมโบนัส และอื่นๆ หากรวมโบนัสทั้งหมด และอื่นๆ จะอยู่ที่ ​31 ล้านปอนด์)

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 ม.ค. เร้ด เดวิลส์ เพิ่งจะขาย มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน ให้กับ เอฟเวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ (ค่าตัวแรกเริ่ม 20 ล้านปอนด์ และมีโอกาสเพิ่มสูงเป็น 24 ล้านปอนด์ รวมโบนัส และอื่นๆที่จะตามมา ตามเงื่อนไขสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกัน)

สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายก่อน “เรือใบล่ม”

สัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย

ต้องบอกว่า “เละเทะ” คำเดียว สำหรับขุนพลเรือใบสีฟ้า “แมนฯ ซิตี้” ของ “เป็ป กวาร์ดิโอล่า” หลังจากถูกทีมจากเมืองลิเวอร์พูลอย่าง “เอฟเวอร์ตัน” ยิง 4-0 ซึ่งไม่มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้นกับความพ่ายแพ้ขนาดนี้ ส่งผลให้ทีมหลุดอันดับแชมเปี้ยนส์ ลีก หล่นไปอยู่อันดับ 5 ของตาราง

ทั้งๆที่เป้าหมายของทีมในฤดูกาลนี้คือ “แชมป์พรีเมียร์ลีก” เป็นหลัก ถ้าเล่นด้วยฟอร์มแบบนี้โดยเฉพาะ “เกมรับ” ที่เป็นปัญหาใหญ่ของทีมมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล จบ 6 อันดับแรกก็เก่งแล้ว เอาแค่ดูสถิติการเสียประตูเพียงอย่างเดียวก็รู้แล้วว่ารูรั่วของทีมอยู่ตรงไหน (เสียไป 26 ประตู มากกว่าทีมใหญ่ทุกทีม รวมทั้งทีมที่เป็นรองกว่าอย่าง “เอฟเวอร์ตัน” กับ “มิดเดิ้ลสโบรช์” ซะอีก)ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะเปิด อาจจะมองว่าทีมโชคร้ายที่ต้องเสีย “แวงซ็องต์ กอมปานี” เซนเตอร์ตัวหลักที่เจ็บไม่รู้จักหาย และเหลือเซนเตอร์อาชีพแค่ 2 คนคือ “นิโกลัส โอตาเมนดี้” ที่อืดเป็นเรือเหลือ กับ “จอห์น สโตนส์” ที่เล่นบอลซื่อ… เหลือเกิน ยิ่งรายหลังถ้าบอกว่าซื้อมาเกือบ 50 ล้านปอนด์ คง “ฮา” ไส้แตก

ภาพของ “สโตนส์” เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ปราดเปรียวไม่เทอะทะเกินไป ยังติดตาอยู่เลยสมัยที่อยู่กับทีมเก่า “เอฟเวอร์ตัน” ที่ถูก “เจอร์เมน เดโฟ” กองหน้าวัย 33 ในตอนนั้นของ “ซันเดอร์แลนด์” หลอกหลังหักแบบไม่เป็นผู้เป็นคน

“คอสต้า” จูบปาก “คอนเต้” กลับมาซ้อมแล้ว

แฟนสิงห์โล่งอก!

สื่ออังกฤษเผยภาพ ดีเอโก้ คอสต้า ดาวยิงทีมชาติสเปน วัย 28 ปี กลับมาลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเชลซี อีกครั้ง หลังมีข่าวว่าบาดหมางกับ อันโตนิโอ คอนเต้ นายใหญ่ชาวอิตาลี เรื่องที่ฝ่ายแรกต้องการย้ายไปเล่นที่จีน

ความเคลื่อนไหวของถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ล่าสุด ดีเอโก้ คอสต้า ศูนย์หน้าทีมชาติสเปน วัย 28 ปี กลับมาลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม “สิงห์บลูส์” เชลซี อีกครั้ง หลังจากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หายหน้าหายตาไป และไม่มีชื่อในเกมบุกไปถล่ม “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ 3-0

ทั้งนี้สื่อกีฬาอังกฤษ ระบุด้วยว่าระหว่างซ้อมอดีตกองหน้าบายาโดลิด, แอตฯ มาดริด มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และสภาพร่างกายดูดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก และน่าจะพร้อมลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้ ที่จะเปิดบ้านเจอกับ ฮัลล์ ซิตี้ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคมนี้

“คอนเต้” ยืนยันเองกับตัว เหตุที่ “คอสต้า” ไม่มีชื่อในเกมพบ “เลสเตอร์”

สลายมโน !

อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ สิงโตน้ำเงินครามเชลซี ออกมาสยบข่าวลือเรื่องการย้ายทีมของ ดิเอโก้ คอสต้า ด้วยการยืนยันว่า เหตุผลที่ต้องดร็อป พี่บ่าวคอสต้า ก็เป็นเพราะได้รับอาการบาดเจ็บ

โดยที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าดาวเตะวัย 28 ปี ได้แจ้งไปยังสโมสรว่าต้องการย้ายไปค้าแข้งใน ไชนีส ซูเปอร์ ลีก

ล่าสุดทางกุนซือชาว อิตาลี อย่าง คอนเต้ ได้ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าวหลังจากที่พาลูกทีม สิงห์บลู บุกไปไล่ถล่ม จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซืตี้ 3-0 และได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่อถึงประเด็นดังกล่าว

“ผมคิดว่าได้เคยบอกเรื่องนี้ไปแล้วหลายครั้งตั้งแต่ก่อนเกม และผมจะขอย้ำอีกครั้งว่ามันเป็นความจริง เพราะผมเองก็ไม่ชอบพูดโกหกซะด้วย”

“ดิเอโก้ ไม่ได้ลงฝึกซ้อมเมื่อวันอังคารเพราะเขารู้สึกมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณหลัง และด้วยเหตุผลนั่นแหละที่ทำให้เขาไม่มีชื่อในเกมที่ผ่านมากับ เลสเตอร์ นั่นคือความจริงที่ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้” คอนเต้ กล่าวผ่าน บีบีซี สปอร์ต

“ชไนเดอร์แล็ง” เผยสาเหตุที่เลือกสวมเสื้อหมายเลข 2

ทุกอย่างต้องมีเหตุผล!

​มอร์แกน ชไนเดอร์แล็ง กองกลางป้ายแดงของ เอฟเวอร์ตัน ที่เพิ่งย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาเผยถึงการเลือกใช้หมายเลข 2 ซึ่งปกติจะเป็นของปราการหลังในถิ่น กูดิสัน ปาร์ค

“ผมชอบหมายเลข 8 แต่ทีมมี รอสส์ บาร์คลีย์ สุดยอดนักเตะของที่นี่สวมใส่อยู่แล้ว” ชไนเดอร์แล็ง กล่าว

“ส่วนใหญ่เบอร์ดีๆถูกจองหมดแล้ว จะเหลือแค่หมายเลข 2 ที่ว่าง และผมก็ถือเคล็ดไม่ใส่เลข 13 ด้วย ส่วน 36, 37, 38 ก็ดูมากไปหน่อย ผมไม่ต้องการให้คนที่ซื้อเสื้อแล้วสกรีนชื่อชไนเดอร์แล็ง ไว้ด้านหลังต้องมีเลขเยอะๆ”

“ด้วยเหตุผลนี้จึงเลือกใส่เบอร์ 2 และมันน่าจะเป็นหมายเลขที่ดี สำหรับผมซึ่งคงใช้มันต่อไปเรื่อยๆ”

ซึ่ง ชไนเดอร์แล็ง ก็ได้ลงประเดิมสนามให้ทัพทอฟฟี่สีน้ำเงินทันทีในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และผลก็จบลงด้วยการที่ทีมใหม่ของเขาสามารถอัดบิ๊กเนมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปอย่างขาดลอย 4-0

รีล มาดริด พลาดท่าแพ้เซบีย่า 1-2

รีล มาดริด

“ราชันชุดขาว” รีล มาดริด หยุดสถิติไร้พ่ายทุกรายการไว้ที่ 40 นัด หลังออกไปแพ้ เซบีย่า 1-2 ในศึกลูกหนังลาลีกา สเปน

ศึกฟุตบอล ลาลีกา สเปน เมื่อคืนวันที่ 15 มกราคม เซบีย่า เปิดบ้านที่รามอน ซานเชซ ปิซฆวน ต้อนรับ “ราชันชุขาว” รีล มาดริด โดยเจ้าถิ่นที่เก็บชัยชนะในลีกมาสามนัดติดต่อกันให้ ฟรังโก้ วาซเกซ, ซาเมียร์ นาสรี, บิคตอร์ มาชิน บีโตโล่ และ วิสซาม เบน เยแดร์ ช่วยกันทำเกมบุก ส่วนทีมเยือน ที่มีสถิติไม่แพ้ใคร 40 นัดจากทุกรายการ ให้ คริสเตียโน โรนัลโด ลงล่าตาข่ายคู่กับ คาริม เบนเซมา

เกมครึ่งแรกทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันได้สูสี รีล มาดริด หวิดจะได้ประตูในนาที 40 คาริม เบนเซมา เลี้ยงจากริมเส้นด้านซ้ายก่อนจ่ายให้ คริสเตียโน โรนัลโด ยิงหน้ากรอบเขตโทษ แต่บอลหลุดเสาขวาออกไปนิดเดียว หมดครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 0-0

ครึ่งหลัง ในนาที 54 เซบีย่า เกือบได้ประตูบ้างเมื่อ ฟรังโก วาซเกซ จ่ายทะลุทางขวาให้ วิสซาม เบน เยแดร์ ยิงด้วยขวาในกรอบเขตโทษทว่า เคย์เลอร์ นาบาส นายทวารเซฟไว้ได้

จนถึงนาที 67 “ราชันชุดขาว” ก็ทำสกอร์นำได้สำเร็จจากจุดโทษที่ ดาเนียล คาร์บาฆาล ถูก เซร์คิโอ รีโก ผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นรวบล้มลง ก่อนที่ คริสเตียโน โรนัลโด รับหน้าที่สังหารไม่พลาด ขึ้นนำ 1-0

แต่แล้วในนาที 85 ทีมเยือนก็มาตีเสมอเป็น 1-1 ปาโบล ซาราเบีย เปิดฟรีคิกจากกราบขวาโค้งมาเสาแรก เซร์คิโอ รามอส กองหลังกัปตันทีมชุดขาว โหม่งสกัดผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเอง

กระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เจ้าถิ่นก็มาได้ประตูชัยเมื่อ สเตฟาน โยเวติช ตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงมาในครึ่งหลัง รับบอลต่อจาก บีโตโล่ ก่อนที่ โยเวติช จะปั่นด้วยขวาระยะ 25 หลา บอลพุ่งพ้นมือ เคย์เลอร์ นาบาส เสียบมุมเสาไกล ช่วยให้ เซบีย่า แซงชนะอย่างเหลือเชื่อ 2-1 เก็บสามคะแนนเต็มมีเพิ่มเป็น 39 แต้ม รั้งรองจ่าฝูง ตามหลัง รีล มาดริด ที่แข่งน้อยกว่า 1 นัด อยู่เพียงแต้มเดียว และทำให้ราชันชุดขาวต้องหยุดสถิติไร้พ่ายติดต่อกันในทุกรายการไว้ที่ 40 นัด รวมทั้งสถิติไม่แพ้ใครในลา ลีกาไว้ที่ 28 นัดอีกด้วย

ด้านผลคู่อื่นๆ เซลตา บิโก ชนะ อลาเบส 1-0, กรานาดา เสมอ โอซาซูนา 1-1, กิฆอน แพ้ ไอบาร์ 2-3

ผีเล่นผิดพลาดเยอะเกมเสมอหงส์

อิบราเซ็ง

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หัวหอกชาวสวีดิชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รับทีมเล่นผิดพลาดเยอะเกินไปในแมตช์เปิดบ้านเสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ชี้ผลเสมอแมตช์นี้ทำให้ทีมไม่แพ้ใครมานานถึง 16 เกม และควรจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบซีซั่น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้ามากประสบการณ์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรพ่อบุญทุ่มแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยทัพ “ปีศาจแดง” เล่นผิดพลาดมากเกินไปในเกมไล่ตีเสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 ศึกแดงเดือด ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

“หงส์แดง” ทำให้บรรดาสาวก “เร้ด อาร์มี่” เงียบทั้งสนามเมื่อได้จุดโทษและ เจมส์ มิลเนอร์ ซัดประตูให้ทีมขึ้นนำ จากนั้นลูกทีมของกุนซือโชเซ่ มูรินโญ่ เปิดฉากไล่บุกใส่ผู้มาเยือนแบบไม่เกรงใจ จนกระทั่งมาได้ประตูตีเสมอจาก อิบราฮิโมวิช ในช่วง 6 นาทีสุดท้าย จบเกมทั้งสองทีมแบ่งแต้มกันไปอย่างสุดมัน

อิบราฮิโมวิช แสดงความเห็นหลังจบเกมว่า “เราได้ 1 แต้ม เราไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่สุดยอดของเราในเกมนี้ มันเป็นการต่อสู้ที่แสนยากลำบาก เราตามหลัง 1-0 และพยายามไล่บี้อย่างหนัก มันเป็นเกมที่แตกต่างกันในช่วงครึ่งหลัง และในที่สุดเราก็ได้ประตูตีเสมอ”

“เราเล่นผิดพลาดง่ายๆ หลายครั้ง เราพยายามเล่นบอลโยนยาวในช่วงครึ่งหลัง พวกเขาเล่นด้วยการไล่กดดันสูง และในครึ่งแรกเราเล่นผิดพลาดมากมายเหลือเกิน เราต้องการชัยชนะทุกเกมเพื่อลดช่องว่างบนตารางคะแนนให้เหลือน้อยลง แต่ผลเสมอ 1-1 ทำให้เราไม่แพ้ 15 หรือ 16 เกมแล้ว และเราจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ” แข้งสวีดิช ระบุ

ชัยนาทปรับโลโก้ลุยไทยลีก 2 ชูคอนเซ็ปต์ “กำเนิดใหม่นกใหญ่ชัยนาท”

ชัยนาท

ยอดทีมเมืองนกใหญ่ปรับโฉมรับฤดูกาลใหม่ โดยเปลี่ยนโลโก้ “นกใหญ่” ให้ดุดันกว่าเดิมพร้อมชูแนวคิด “กำเนิดใหม่นกใหญ่ชัยนาท”ชัยนาท ฮอร์นบิล สโมสรใน เอ็ม 150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) ประกาศผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจอย่างเป็นทางการว่ามีการปรับโฉมโลโก้ใหม่เพื่อสู้ศึกในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงหลังใช้โลโก้เดิมมาตั้งแต่ปี 2013

โลโก้ชัยนาท ฮอร์นบิลถูกปรับใหม่ให้มีความดุดัน โดยยังคงนกเงือกสัญลักษณ์เด่นของทีมไว้ตรงกลาง แต่ปรับโฉมให้มีความพุ่งทะยานและมุ่งมั่นกว่าเดิม ซึ่ง “บิ๊กรุท”อนุรุทธิ์ นาคาศัย รองประธานสโมสรและผู้จัดการทีม ได้เปิดตัวโลโก้ใหม่ ในงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ของสโมสร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา

“ที่มาของโลโก้สโมสรใหม่นี้ เกิดจากที่ผมได้สอบถามแฟนบอลในเฟสบุ๊คส่วนตัวของผม แฟนคลับหลายท่านอยากให้มีการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่” รองประธานกล่าวผ่านแฟนเพจอย่างเป็นทางการของสโมสร

“บางท่านแนะนำว่าเดิมให้ตัวนกเงือกดูเรียบง่าย จะงอยกดต่ำ ไม่ดุดัน อยากให้ดูดุดันขึ้น เราก็ทำให้นกเงือกใหม่ดูดุดันมากขึ้น บางท่านแนะนำว่าสีสันตัวนกดูไม่สมจริง อยากให้มีสีสันที่สะดุดตาขึ้นจากเดิม เราก็เพิ่มสีสันให้นกเงือกดูสมจริงมากขึ้น บางท่านแนะนำว่าการที่นกหันไปทางซ้ายเหมือนหันเดินกลับหลังตลอดเวลา จึงอยากให้หันไปทางด้านขวาเสมือนว่าเดินไปข้างหน้า (Move Forward) สู่ความสำเร็จ เราก็หันหัวนกมาด้านขวา”

ขณะที่คอนเซ็ปต์ของตราสโมสรใหม่ รองประธานสโมสรชัยนาทกล่าวว่าเป็นการเลือกใช้ให้เข้ากับธีมของสโมสรในฤดูกาลนี้ คือ ‘Reborn Hornbill’ “ธีมของปีนี้ คือ “Reborn Hornbill กำเนิดใหม่ นกใหญ่ชัยนาท” เราจึงทำการออกแบบให้เสมือนนกเงือกของเราฟื้นคืนชีพ เกิดใหม่ขึ้นมาเพราะพลังศรัทธาจากแฟนคลับทุกๆท่าน”

“สุดท้ายโลโก้นี้ถูกเลือกโดยพี่แฮงค์ (อนุชา นาคาศัย) ผมหวังว่าการเปลี่ยนโฉมโลโก้ครั้งใหม่นี้ จะนำสโมสรไปสู่ความสำเร็จด้วยความความมุ่งมั่นและมั่นคง อย่างที่ทุกคนต้องการ”

อนึ่ง ชัยนาท ฮอร์นบิล ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นหนังสือขอพิจารณาการลงเล่นในลีกสูงสุด ถูกจับสลากให้ลงเล่นนัดเปิดฤดูกาลไทยลีก 2 พบกับเชียงใหม่ เอฟซี ในวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์นี้

‘มคิตาร์ยาน’ เผยหวิดย้ายซบ ‘หงส์แดง’

สุดช็อก!

“เฮนริค มคิตาร์ยาน” เพลย์เมกเกอร์จอมสร้างสรรค์เกมชาวอาร์เมเนียของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ออกโรงระบุว่า เขาเคยเกือบย้ายไปร่วมทีม “ลิเวอร์พูล” อยู่รอมร่อ…สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 15 ม.ค.60 ว่า เฮนริค มคิตาร์ยาน กองกลางทีมชาติอาร์เมเนียของ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาเปิดเผยว่าครั้งหนึ่ง ตัวเขาเคยเกือบที่จะย้ายไปร่วมทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล อยู่เต็มแก่แต่ท้ายที่สุดแล้วดีลดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ในขณะนั้น มีความกระตือรือร้นที่จะคว้าตัวดาวเตะรายนี้สู่ทีม แต่การติดต่อเข้ามาของ เยอร์เกน คลอปป์ ทำให้ตัวเขาเปลี่ยนใจย้ายไปร่วมทีม “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์​แทน

“ผมได้พูดคุยกับ เบรนแดน ประมาณ 2-3 ครั้ง เขาบอกว่าต้องการคว้าตัวผมไปร่วมทีม พร้อมกับบอกว่าฉันมีโอกาสที่จะลงเล่นเคียงข้าง หลุยส์ ซัวเรซ และ สตีเวน เจอร์ราร์ด” มคิตาร์ยาน กล่าวผ่าน เดลีเมล สื่อชื่อดังของประเทศอังกฤษ

“ด้วยความสัตย์จริงผมคิดว่าต้องไปค้าแข้งที่นี่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในอีกมุมหนึ่งผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรว่าผู้เล่นที่มาจากลีกยูเครนอย่างผมจะเหมาะสมกับผมหรือเปล่า เพราะที่นั่น (พรีเมียร์ลีก) ผู้เล่นในลีกอังกฤษรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่”

“แต่ในอีกสองสัปดาห์ให้หลัง เยอร์เกน ยกเลิกวันหยุดบนเกาะเดนมาร์กเพื่อที่จะได้มาพบกับผมที่ ดอร์ทมุนด์ ผู้รู้ดีว่าเขามีชื่อเสียงสำหรับการทำงานกับผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งหลังจากที่เราได้พบกันนั้นมันทำให้ผมรู้สึกดีและสบายใจเป็นอย่างมากที่จะเซ็นสัญญากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”